สิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับประเภทการส่งพัสดุ

สิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับประเภทการส่งพัสดุ

การจัดส่งพัสดุซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดต่าง ๆ หรือสิ่งของทั้งขนาดเล็กและใหญ่นั้นคือบริการจัดส่งจากบริษัทขนส่งซึ่งสามารถแบ่งได้เป็นหลายประเภท ซึ่งรวมถึงขนาดและประเภทของยานพาหนะขนส่งที่ใช้ และปัจจัยอื่นที่ต้องพิจารณาคือระยะทางในการจัดส่งหรือสถานที่ที่ผู้ขนส่งจัดส่งไปยังปลายทาง ในบทความจะมากล่าวถึงประเภทการส่งพัสดุว่ามีอยู่ทั้งหมดกี่ประเภท

ประเภทการจัดส่งพัสดุที่แบ่งได้ มีอะไรบ้าง

การจัดส่งมีหลากหลายขนาดและประเภทของผลิตภัณฑ์ ซึ่งสามารถจำแนกได้เป็นประเภทต่าง ๆ ของการขนส่งพัสดุได้ดังต่อไปนี้

  • การส่งเอกสาร สิ่งของชิ้นเล็ก ๆ ที่ส่วนใหญ่ส่งโดย EMS แบบลงทะเบียน หรือในบางครั้ง จะใช้ในรูปแบบ Messenger เพราะไม่ต้องคอยระวังว่าสินค้าจะเสียหาย เว้นแต่จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ฝนตกระหว่างการเดินทาง การเกิดภัยธรรมชาติต่าง ๆ  ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ ส่งผลให้เอกสารที่บรรจุหีบห่อเปียก เสียหาย หรือสูญหายระหว่างทาง หากเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ ทางบริษัทก็จะชดใช้ให้กับลูกค้าเลยทันที
  • การส่งอาหารสด ซึ่งอาหารสดนั้นจัดอยู่ในสินค้าเน่าเสียง่าย เป็นพัสดุที่ต้องดูแลโดยผู้ให้บริการอย่างใกล้ชิด ดังนั้นรถส่งของจึงมีราคาแพงกว่าการขนส่งแบบอื่น ๆ เนื่องจากต้องป้องกันการเน่าเสียของสินค้าระหว่างการเดินทาง ยิ่งระยะทางการขนส่งมากขึ้น ก็จะใช้เวลานาน จึงต้องมีการป้องกันระดับสูง ทีมงานต้องมีความสามารถและความชำนาญในการส่งมอบสินค้าให้ถึงมือผู้รับอย่างปลอดภัยโดยที่พัสดุไม่เสียหายชำรุด
  • ส่งยา เป็นการจัดส่งที่ต้องใช้ความชำนาญ เพราะมีข้อกำหนดหลายอย่าง ยาบางชนิดจะไม่สามารถสัมผัสกับแสงได้ ทำให้ขนส่งลำบาก ต้นทุนจะแพงเป็นพิเศษเพราะบรรจุภัณฑ์มีประสิทธิภาพสูงและปลอดภัยในการขนส่งพัสดุ
  • การจัดส่งสินค้า คือ การจัดส่งสินค้าขนาดต่าง ๆ ตั้งแต่ชิ้นเล็กไปจนถึงชิ้นใหญ่ โดยการจัดส่งสินค้าจะเป็นสินค้าที่เป็นชิ้น ๆ มีหลายราคา จากถูกมากไปแพงมาก ขึ้นอยู่กับชนิดของสินค้าที่นำมาจัดส่ง ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับน้ำหนักและปริมาณ รวมถึงความรวดเร็วในการจัดส่ง ยิ่งส่งเร็ว ราคาจะแพงขึ้น ถ้าส่งแบบธรรมดาราคาจะถูกลง หากใครต้องการรับสินค้าที่รวดเร็วก็จะต้องจ่ายเงินที่แพงขึ้นนั่นเอง

จะเห็นได้ว่าการขนส่งพัสดุสามารถแบ่งได้เป็นหลายประเภทตามประเภทของสินค้าที่ใช้จัดส่ง เพื่อส่งสินค้าได้อย่างปลอดภัยและรวดเร็ว ยิ่งต้องการสินค้ามากในเวลาที่รวดเร็ว อัตราการจ่ายก็จะสูงขึ้นด้วย นอกจากนี้ สินค้าบางรายการก็จัดส่งได้ไม่ง่ายนัก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องปกป้องความปลอดภัยและความเชี่ยวชาญพิเศษ ส่งผลให้ค่าขนส่งแพงกว่าเดิม แต่ถ้าสินค้าส่งง่ายราคาก็ถูก